หน่วยที่ 3-2 กฎหมายอาญา

กฎหมายอาญา คือ กฎหมายที่บัญญัติว่าการกระทำใดเป็นความผิดและได้กำหนดโทษซึ่งจะลงแก่ความผิดนั้นได้แก่ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน
กฎหมายอาญา มีความมุ่งหมายในอันที่จะป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคม เพื่อให้สังคมอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข
กฎหมายอาญา มีประเภทต่างๆ หลายประเภท ประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติต่างๆ ที่ได้ระบุว่าการกระทำใดเป็นความผิด และมีกำหนดโทษไว้ ล้วนเป็นกฎหมายอาญาทั้งสิ้น เช่นพระราชบัญญัติยาเสพย์ติดให้โทษ พระราชบัญญัติความผิดเกิดจากการใช้เช็ค พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิดเป็นต้น

ขอบเขตในการใช้กฎหมายอาญา
1. เวลาที่กฎหมายใช้บังคับ

กฎหมายอาญามีผลใช้บังคับต่อเมื่อขณะที่กระทำผิดนั้น มีกฎหมายบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดและมีกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย
หากการกระทำของบุคคลใดในขณะที่กระทำนั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและไม่ได้กำหนดโทษไว้ ผู้กระทำนั้นไม่ต้องรับโทษทางอาญา

 

2. สถานที่ที่กฎหมายอาญาใช้บังคับ

กฎหมายอาญาใช้บังคับได้เฉพาะในราชอาณาจักรไทย การกระทำผิดนอกราชอาณาจักรไม่ต้องรับโทษตามกฎหมายอาญาของไทย  แต่การกระทำผิดในเรือไทย หรืออากาศยานไทยไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ให้ถือว่ากระทำผิดในราชอาณาจักร

 

3. บุคคลที่กฎหมายอาญาใช้บังคับ

บุคคลทุกคนไม่ว่าสัญชาติใด หากมากระทำผิดในราชอาณาจักรไทย หรือถือว่าการกระทำนั้น เป็นการกระทำผิดในราชอาณาจักรไทย  ใช้กฎหมายอาญาของไทยลงโทษผู้กระทำผิดนั้นได้
สาระสำคัญของความผิดทางอาญา

ความผิดทางอาญา หมายถึง การกระทำหรือละเว้นการกระทำที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ โดยปกติการกระทำความผิดอาญาจะต้องเป็นการกระทำภายในราชอาณาจักร ยกเว้นบางกรณี เช่นความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร การปลอมแปลงเงินตราและการทำความผิดในเรือไทย หรืออากาศยานไทย ให้ถือว่าเป็นความผิดที่กระทำภายในราชอาณาจักรด้วยการกระทำ แบ่งเป็น

กระทำโดยเจตนา

และกระทำโดยประมาท

 

กระทำโดยเจตนา หมายถึง กระทำโดยรู้สำนึกและขณะเดียวกันก็ประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล
กระทำโดยรู้สำนึก คือ ขณะที่กระทำนั้นรู้ว่าตนทำอะไร

กระทำโดยประสงค์ต่อผล คือ ทำไปโดยต้องการให้เกิดผลเช่น แล้วเกิดผลเช่นนั้น ตามที่ตนต้องการ

กระทำโดยย่อมเล็งเห็นผล คือ ผู้กระทำไม่ต้องการให้เกิดผลเช่นนั้นขึ้น แต่รู้อยู่ว่าเมื่อทำเช่นนั้นแล้วต้องเกิดผลเช่นนั้นขึ้นอย่างแน่นอน

กระทำโดยประมาท หมายถึง การกระทำโดยไม่ใช้ความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในฐานะเช่นนั้นสามารถใช้ความระมัดระวังได้แต่ไม่ใช้ให้เพียงพอ

ละเว้นการกระทำ คือ กฎหมายบังคับให้ทำแล้วไม่ทำ ถือว่าละเว้นการกระทำ โดยมีกฎหมายกำหนดว่าเป็นความผิด

 

ผู้ร่วมกระทำผิดอาญา

การกระทำผิดอาญานั้น ผู้ใดทำผิดผู้นั้นต้องรับโทษ แต่หากมีบุคคลอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในการกระทำผิดผู้นั้นก็ต้องร่วมรับโทษด้วย

1. ตัวการ คือ คนตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไปร่วมมือร่วมใจกันกระทำผิด

ร่วมมือ คือ ร่วมกระทำที่แสดงออกมาภายนอก

ร่วมใจ คือ มีเจตนาร่วมกระทำผิด เป็นการกระทำที่อยู่ภายใน สามารถทราบได้ทางพฤติกรรมต่างๆ ที่ส่อแสดงให้เห็นว่า ผู้กระทำมีเจตนาเช่นนั้น เช่น นาย ก กับ นาย ข ได้ตกลงกันที่จะทำร้ายร่างกายนายดำ แล้วนายก กับนาย ข ได้ร่วมกันชกต่อยเตะทำร้ายร่างกายนายดำ กรณีเช่นนี้ ทั้งนาย ก และนาย ข มีเจตนาร่วมทำผิดด้วยกัน เรียกว่าร่วมใจ

ตัวการนั้น ผู้กระทำผิดต้องร่วมมือและร่วมใจ หากขาดไปประการใดประการหนึ่งไม่ถือเป็นตัวการ
2. ผู้ใช้ให้กระทำความผิด

ผู้ใช้ให้กระทำความผิด หมายถึง บุคคลที่คิดและตกลงใจจะกระทำความผิดอย่างหนึ่งแต่ไม่ได้กระทำกลับใช้คนอื่นโดย การจ้าง การวาน การยุยงส่งเสริม การบังคับ การขู่เข็ญ ด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งให้ผู้อื่นทำแทน
3. ผู้สนับสนุน

ผู้สนับสนุน คือ ผู้ที่กระทำการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกแก่ผู้อื่นในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด เช่น นายดำต้องการยิงนายแดง

นายขาวให้นายดำยืมปืนไปเพื่อไปยิงนายแดง นายขาวเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด
4. ผู้โฆษณา คือผู้ที่กระทำการชี้นำชักชวน จนผู้อื่นคล้อยตาม และกระทำความผิดตามคำโฆษณานั้น
การพยายามกระทำความผิด

พยายามกระทำความผิด คือ ผู้ที่ลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่เป็นผลสำเร็จตามความต้องการของผู้กระทำ

ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษ สองในสามของความผิดสำเร็จ

การกระทำที่ไม่เป็นความผิด

เรียกกันว่า การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย คือผู้ที่จำต้องกระทำการเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้าย อันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ ผู้กระทำไม่มีความผิด ชาวบ้านเรียกกันว่า “การป้องกันพอสมควรแก่เหตุ”
เช่น  นายดำยกปืนยิงนายแดง นายแดงจึงใช้ปืนยิงนายดำ จนถึงแก่ความตาย ถือว่าแดงป้องกันพอสมควรแก่เหตุ

การกระทำผิดซึ่งได้รับยกเว้นโทษ

– เด็ก เด็กไม่เกิน7 ปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็น ความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ

– กระทำด้วยความจำเป็น คือ ผู้ที่ต้องกระทำผิดด้วยความ จำเป็นเพราะถูกบังคับ หรือด้วยความจำเป็นเพื่อให้พ้นภยันตราย ซึ่งภยันตรายนั้นไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ และได้กระทำไปไม่เกินสมควรแก่เหตุ เช่น นายเอกไปช่วยงานแต่งงาน ถูกนักเลงหลายคนวิ่ง ไล่ทำร้าย นายเอกวิ่งหลบเข้าไปในห้องที่พวกเจ้าบ่าว เจ้าสาวอยู่ นายดำมายืนกั้นไม่ให้นายเอกเข้าไปในห้อง นายเอกจึงชกนายดำกระเด็นไป แล้ววิ่งเข้าไปหลบในห้อง ผิดฐานทำร้ายร่างกาย แต่กระทำด้วยความจำเป็น จึงไม่ต้องรับโทษ

– การกระทำตามคำสั่งโดยชอบของเจ้าพนักงาน เช่น สิบตำรวจเอกดำไล่จับนายเหลือง สิบตำรวจเอกดำสั่ง ให้นายขาวช่วยจับนายเหลืองได้ ต่อมาปรากฏว่านายเหลืองไม่ใช่คนร้าย ไม่เคยกระทำความผิด การที่นายขาวจับนายเหลืองนั้น นายขาวมีความผิดฐาน ทำให้นายเหลืองเสื่อมเสียเสรีภาพ แต่นายขาวได้ปฏิบัติตน ตามคำสั่งของเจ้าพนักงานและนายขาวเชื่อโดยสุจริตว่าสิบตำรวจเอกดำ ได้สั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย นายขาวจึงไม่ต้องรับโทษ

การกระทำผิดซึ่งมีเหตุลดหย่อนโทษ

– กรณีที่เป็นญาติ เช่นเป็นบุพการีกับผู้สืบสันดาน ตัวอย่าง บิดาทำต่อบุตร หรือพี่น้องร่วมบิดามารดาทำผิดต่อกัน

“พี่สาวลักทรัพย์ของน้องชาย กรณีเช่นนี้กฎหมายให้ลง น้อยลง และถึงแม้จะเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ ก็สามารถยอมความเลิกแล้วต่อกันได้”

-การกระทำผิดโดยบันดาลโทสะ คือผู้ที่กระทำความผิด เนื่องจากถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม และได้กระทำต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น เช่น นายดำกลับมาบ้าน เห็นนายเขียวมาเป็นชู้กับภรรยา
ตน และนายเขียววิ่งหนีออกจากบ้านไป นายดำวิ่งไล่ตาม ใช้มีดแทงนายเขียวจนตาย

-เด็กกระทำผิด 14-17 ศาลว่ากล่าวตักเตือน กำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติ หรือจะพิพากษาลงโทษ และให้ลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้ สำหรับความผิดนั้นลงกึ่งหนึ่ง 17- 20 กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ศาลจะลดมาตราส่วนโทษลงหนึ่งในสาม

-การบรรเทาโทษ การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งกระทำผิดไปนั้น ย่อมจะมีสาเหตุ และพฤติการณ์ที่แตกต่างกัน รวมทั้งผู้กระทำผิดนั้นเอง ก็มิได้มีเหมือนกันทั้งร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อมก็ แตกต่างกัน การกำหนดโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำผิดนั้น จึงไม่อาจกำหนดตายตัวแน่นอนได้ กฎหมายจึงให้พิจารณา ข้อลดหย่อนโทษต่าง ๆ ให้แก่ผู้กระทำผิด กล่าวคือ สามารถลดหย่อนผ่อนโทษให้แก่ผู้โฉดเขลาเบาปัญญา ผู้ตกอยู่ใน ความทุกข์อย่างสาหัส ผู้มีคุณความดีมาก่อน ผู้รู้สำนึกและพยายามบรรเทาผลร้ายของการกระทำผิด ให้ความรู้แก่ศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นต้น

 

ความผิดทางอาญาคืออะไร 

ความผิดทางอาญา คือ การกระทำที่มีผลกระทบการเทือนต่อสังคม รัฐจึงต้องลงโทษผู้กระทำผิด โดยมีหลักสำคัญคือ
• การกระทำนั้นต้องมีกฎหมายกำหนดไว้ชัดแจ้ง
• โทษที่ลงต้องเป็นโทษที่กฎหมายกำหนดไว้
• กฎหมายต้องไม่มีผลย้อนหลัง
โทษอาญามีอะไรบ้าง 

โทษอาญาที่ใช้ลงแก่ผู้กระทำผิดมี ๕ ประการเท่านั้น คือ
• ประหารชีวิต
• จำคุก
• กักขัง
• ปรับ
• ริบทรัพย์สิน

 

ความรับผิดทางอาญา

ผู้กระทำการที่กฎหมายกำหนดว่าเป็นความผิดจะต้องรับผิดทางอาญาเมื่อได้กระทำโดยเจตนาเท่านั้น เว้นแต่มีกฎหมายกำหนดไว้ว่าแม้ไม่ได้กระทำโดยเจตนาก็เป็นความผิด เช่น
• การกระทำโดยประมาท
• การกระทำความผิดลหุโทษ

ผู้กระทำการที่กฎหมายกำหนดว่าเป็นความผิดจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่ามีเหตุผลสมควร
ข้อยกเว้นที่ไม่ต้องรับผิดในทางอาญา

เหตุยกเว้นความผิด ถือว่าผู้กระทำไม่มีความผิดอาญาเลย เช่น
• การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
• ผู้เสียหายยินยอมให้กระทำ
• มีกฎหมายประเพณี
• มีกฎหมายอื่นให้อำนาจกระทำได้
เหตุยกเว้นโทษทางอาญา

ถือว่ายังเป็นความผิดอยู่แต่ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษทางอาญา
• การกระทำความผิดด้วยความจำเป็น
• การกระทำความผิดเพราะความบกพร่องทางจิต
• การกระทำความผิดเพราะความมึนเมา
• การกระทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน
• สามี ภริยา กระทำความผิดต่อกันในเรื่องทรัพย์
• เด็กอายุไม่เกิน ๑๔ ปี กระทำความผิด
เหตุลดหย่อนโทษ เป็นเหตุที่ศาลอาจลงโทษสถานเบาได้
    • ศาลเชื่อว่าบุคคลนั้นไม่รู้กฎหมาย
• การกระทำโดยบันดาลโทสะ
• บุพการีกับผู้สืบสันดาน หรือพี่น้องที่การกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์

 

เด็กและเยาวชนกระทำความผิด 

เด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดอาจกระทำไปเพราะขาดความสำนึกเท่าผู้ใหญ่ โทษสำหรับเด็กจึงต้องแตกต่างกับผู้ใหญ่โดยแบ่งออก เป็น ๔ ระดับ คือ

• อายุ ไม่เกิน ๗ ปี ไม่ต้องรับโทษ

• อายุกว่า ๗ ปี แต่ไม่เกิน ๑๔ ปี ไม่ต้องรับโทษ แต่ศาลอาจว่ากล่าวตักเตือนและวางข้อกำหนดให้บิดามารดาปฏิบัติหรือส่งตัวเด็กไปให้หน่วยงานของรัฐ(บ้านเมตตา) ดูแลอบรมสั่งสอนจนอายุครบ ๑๘ ปี

• อายุกว่า ๑๔ ปี แต่ไม่เกิน ๑๗ ปี อาจใช้วิธีการดังกล่าวข้างต้นหรือลงโทษเช่นเดียวกับผู้ใหญ่แต่ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่ง

• อายุกว่า ๑๗ ปี แต่ไม่เกิน ๒๐ ปี ลงโทษเช่นเดียวกับผู้ใหญ่แต่ลดมาตราส่วนโทษลง ๑ ใน ๓ หรือ กึ่งหนึ่ง

เหตุบรรเทาโทษ เพิ่มโทษ ลดโทษ และรอการลงโทษ 

เหตุบรรเทาโทษ เป็นการกำหนดโทษให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลเพื่อให้โอกาสผู้กระทำความผิดได้มีโอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี มีหลักคือ
• ใช้หลังจากที่เพิ่มโทษแล้ว
• เป็นดุลยพินิจของศาล
• ลดได้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลง

เหตุบรรเทาโทษได้แก่ เป็นผู้โฉดเขลาเบาปัญญา อยู่ในความทุกข์อย่างสาหัส มีคุณความดีมาก่อน รู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้าย หรือให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา หรือมีเหตุอื่นๆ ที่สมควร

เหตุเพิ่มโทษ ลดโทษ และรอการลงโทษ เป็นการกำหนดโทษให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลเพื่อป้องกันสังคม และแก้ไขผู้กระทำผิดให้กลับตนเป็นพลเมืองดีและกลับเข้าอยู่ในสังคมได้ต่อไป

การพยายามกระทำความผิด คือการกระทำความผิดที่พ้นขั้นตอนการลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำความผิดนั้นไม่บรรลุผลตามที่ต้องการมี ๒ กรณี คือ

กระทำการไปไม่ตลอดจนความผิดสำเร็จซึ่งอาจเกิดจากการสมัครใจเองหรือถูกขัดขวางจากภายนอกก็ได้  ได้กระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลตามที่ต้องการ ผู้ที่พยามกระทำความผิดต้องรับโทษ ๒ ใน ๓ ส่วน ของโทษสำหรับความผิดนั้น

การร่วมกันกระทำความผิด การร่วมกันกระทำความผิดหรือที่เรียกกันว่า “ตัวการ” คือ การที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงใจร่วมกันที่จะกระทำความผิดเดียวกัน ซึ่งอาจมีการแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อหวังผลในการกระทำความผิดนั้น ทุกคนต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น

 

การก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด 

การก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดหรือที่เรียกว่า “ผู้ใช้” คือ การที่ทำให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นการบังคับ ขู่เข็ญ จ้างวาน ยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีการใด ทุกคนต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น แต่ถ้าผู้ถูกใช้มิได้กระทำตามที่ถูกใช้ ผู้ใช้ต้องรับโทษเพียง ๑ ใน ๓

การสนับสนุนการกระทำความผิด 

การสนับสนุนการกระทำความผิด คือ การที่เข้าไปมีส่วนในการกระทำความความผิดที่ยังไม่เป็นตัวการแต่เข้าไปช่วยเหลือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิดต้องรับโทษ ๒ ใน ๓

 

อายุความ 

อายุความ เป็นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อมิให้ผู้กระทำผิดต้องมีชนักติดหลังไปตลอดชีวิตและเป็นการที่เร่งรัดคดีให้ได้ตัวผู้กระทำความผิด มาพิจารณาโดยเร็วเนื่องจากการปล่อยระยะเวลาให้เนิ่นนานไปจะทำให้ไม่สามารถหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดได้

อายุความมี ๓ ประเภท คือ
• อายุความฟ้องคดีทั่วไป มี ๕ ระดับ คือ

– ๒๐ ปี สำหรับความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุก ๒๐ ปี

– ๑๕ ปี สำหรับความผิดที่มีระวางโทษจำคุกกว่า ๗ ปี แต่ยังไม่ถึง ๒๐ ปี

– ๑๐ ปี สำหรับความผิดที่มีระวางโทษจำคุกกว่า ๑ ปี ถึง ๗ ปี

– ๕ ปี สำหรับความผิดที่มีระวางโทษจำคุกกว่า ๑ เดือน ถึง ๑ ปี

– ๑ ปี สำหรับความผิดที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๑ เดือนลงมา หรือต้องระวางโทษอย่างอื่น
• อายุความฟ้องคดีความผิดอันยอมความได้ นอกจากถือตามอายุความฟ้องคดีทั่วไปแล้ว ยังต้องร้องทุกข์ภายใน ๓ เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิดด้วย
• อายุความฟ้องขอให้กักกัน จะฟ้องไปพร้อมกับการฟ้องคดีอันเป็นเหตุที่ขอให้กักกันหรืออย่างช้าภายใน ๖ เดือนนับแต่วันที่ฟ้องคดีดังกล่าว

ความผิดต่อแผ่นดินและความผิดต่อส่วนตัว 

ความผิดต่อแผ่นดิน คือ ความผิดที่มีผลกระทบต่อผู้ที่ถูกกระทำแล้วยังมีผลกระทบต่อสังคม รัฐจึงต้องเข้าดำเนินการเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้แม้ผู้ที่ถูกกระทำจะไม่ติดใจเอาความกับผู้กระทำผิดต่อไปแล้วก็ตามเพื่อป้องกันสังคม

ความผิดต่อส่วนตัว คือ ความผิดที่มีผลกระทบต่อผู้ที่ถูกกระทำ แต่ไม่มีผลกระทบต่อสังคมโดยตรง ดังนั้น เมื่อผู้ที่ถูกกระทำจะไม่ติดใจเอาความกับผู้กระทำผิดต่อไปแล้ว รัฐก็ไม่จำต้องเข้ไปดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอีกต่อไป

การกระทำความผิดใดเป็นความผิดต่อแผ่นดินและความผิดต่อส่วนตัวนั้นมีหลักอยู่ว่า ความผิดใดเป็นความผิดต่อส่วนตัวต้องมีกฎหมายกำหนดไว้โดยชัดแจ้ง ความผิดนอกจากนั้นถือเป็นความผิดต่อแผ่นดิน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s