หน่วยที่ 3-3 ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ

ยาเสพติดให้โทษคืออะไร

ยาเสพติดให้โทษคือ  สารเคมีหรือวัตถุชนิดใดๆ ที่เมื่อเสพรับเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะโดยการรับประทาน  ดม  ฉีด  หรือด้วยประการใด ๆ แล้ว จะทำให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจ  ในลักษณะสำคัญ เช่น ต้องเพิ่มขนาดเสพขึ้นเป็นลำดับๆ  มีอาการถอนยา (ลงแดง) เมื่อขาดยา มีความต้องการเสพทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรงตลอดเวลา  สุขภาพทั่วไปจะทรุดโทรมลง  และหมายความรวมถึงพืชหรือส่วนของพืชที่เป็นหรือให้ผลผลิตที่เป็นยาเสพติดให้โทษหรืออาจใช้เป็นยาเสพติดให้โทษ  และรวมทั้งสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษด้วยแต่ไม่หมายรวมถึง  ยาสามัญประจำบ้านบางตำรับตามกฎหมายว่าด้วยยาที่มียาเสพติดให้โทษผสมอยู่

ประเภทของยาเสพติดให้โทษ

ยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ  พ.ศ. 2522  แบ่งออกเป็น 5  ประเภท  คือ

ประเภทที่ 1  ยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง  เช่น เฮโรอีน ,ยาบ้า (แอมเฟตามีน) เอ็มดีเอ็มเอ (ยาอี)

ประเภทที่ 2  ยาเสพติดให้โทษทั่วไป  เช่น มอร์ฟีน โคคาอีน  โคเคอีน ฝิ่น ยาฝิ่น มูลฝิ่น

ประเภทที่ 3  ยาเสพติดให้โทษทั่วไปที่มียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 เป็นส่วนผสมอยู่ด้วยตามที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้ตามกฎหมาย  เช่น ยาแก้ไอผสมโคเคอีน ฯ

ประเภทที่ 4  สารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 หรือประเภทที่ 2 เช่น อาเซติดแอนด์ไฮไดรด์ อาเซติดคลอไรด์

ประเภทที่ 5  ยาเสพติดให้โทษที่ไม่ได้เข้าอยู่ในประเภทที่ 1  ถึง ประเภทที่  4 เช่นกัญชา , พืชกระท่อม , พันธุ์ฝิ่น , พืชเห็ดขี้ควาย

ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1

ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ได้แก่ เฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า)  เอ็มดีเอ็มเอ(ยาอี) ไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522  มาตรา 15 บัญญัติว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 1”

มาตรา 67 บัญญัติว่า “ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000  บาท ถึง 200,000  บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากผู้ใดครอบครองยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 1 ไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึงตลอดชีวิต”

มาตรา 91   บัญญัติว่า “ผู้ใดเสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000  บาท ถึง 60,000  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2

ได้แก่ มอร์ฟีน โคเดอีน เพทิดีน เมทาโดน และฝิ่น  มีประโยชน์ทางการแพทย์ แต่มีโทษมาก ใช้กรณีที่จำเป็นภายใต้ความควบคุมของแพทย์

ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 3

เป็นยาสำเร็จรูปที่ผลิตขึ้นตามทะเบียนตำรับ ที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข มีจำหน่ายตามร้านขายยา ได้แก่ ยาแก้ไอที่มีตัวยาโคเดอีน หรือยาแก้ท้องเสียที่มีตัวยาไดเฟนอกซิน มีประโยชน์ทางการแพทย์มีโทษน้อยกว่ายาเสพติดให้โทษประเภทอื่น

ยาเสพติดให้โทษประเภทที่  4

เป็นยาเคมีที่นำมาใช้ในการผลิต ยาเสพติดให้โทษประเภท 1  ได้แก่นำยาเคมี   อาซิติกแอนไฮไดรด์ อาซิติลคลอไรด์ เอทิลิดีน ไดอาเซเตท สารเออร์โกเมทรีน และคลอซูโดอีเฟดรีน  ส่วนใหญ่ไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์แต่อย่างใด

ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5

ได้แก่ พืชกัญชา พืชกระท่อม พืชฝิ่น และพืชเห็ดขี้ควาย ไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์

ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 92 บัญญัติว่า “ผู้ใดเสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000  บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ” ดังนั้น ผู้ใดเสพกัญชา ไม่ว่าด้วยวิธีการใด ๆ เช่น เอากัญชาผสมบุหรี่แล้วสูบ หรือเสพกัญชาโดยใช้บ้องกัญชา ถือว่าผู้นั้นมีความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000  บาท

พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ กำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ทำการผลิต นำเข้า ส่งออก  จำหน่าย มีไว้ในครอบครอง และการเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 , 2, 3 และ 5  และยังมีบทลงโทษสำหรับผู้ยุยง หรือสงเสริม หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นเสพยาเสพติดให้โทษ

ผู้ติดยาเสพติดให้โทษ ถ้าสมัครเข้ารับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาล ที่กระทรวงสาธารณสุข กำหนดเป็นสถานพยาบาลสำหรับบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ก่อนที่ความผิดจะปรากฏ และได้ปฏิบัติครบถ้วนตามระเบียบของสถานพยาบาลแล้ว กฎหมายจะเว้นโทษสำหรับการเสพยา

ผู้ที่ใช้อุบายหลอกลวงให้ผู้อื่นเสพยาเสพติดให้โทษมีความผิดหรือไม่

เนื่องจากยาเสพติดให้โทษทุกชนิดเมื่อเสพแล้วย่อมก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้เสพและต้องทวีจำนวนการเสพมากขึ้นทุกครั้ง  เป็นเหตุให้ต้องเสียเงินในการซื้อยาเสพติดให้โทษเป็นจำนวนมาก เมื่อไม่มีเงินซื้อ ก็ย่อมต้องลงมือกรทำความผิดเพื่อให้ได้เงินมาซื้อยาเสพติดให้โทษซึ่งนับว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ กฎหมายจึงกำหนดโทษเกี่ยวกับการใช้อุบายหลอกลวงให้ผู้อื่นเสพยาเสพติดให้โทษไว้ โดยระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000  บาท ถึง 1,000,000  บาท

ถ้าเป็นการใช้อาวุธ  หรือร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000  บาท ถึง 1,500,000  บาท

หากเป็นการกระทำต่อหญิง หรือต่อบุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี จำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 300,000 บาท ถึง 5,000,000 บาท

อัตราโทษของข้าราชการที่กระทำความผิด

บรรดากรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 หรือข้าราชการ หรือพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ ผู้ใด ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ หรือสนับสนุนในการกระทำดังกล่าวต้องระวางโทษเป็น 3 เท่า ของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

เหตุบรรเทาโทษสำหรับผู้ให้ข้อมูลสำคัญแก่เจ้าพนักงาน

ผู้ใดให้ข้อมูลที่สำคัญ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน ศาลจึงลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้

เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดต้องริบทั้งสิ้น

บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่นที่บุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษให้ริบเสียทั้งสิ้น เว้นแต่เป็นของผู้อื่นที่ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด

ข้อสันนิษฐานบางประการตามกฎหมาย

ผู้ใดมีไว้ในครอบครอง  ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวน 15 หน่วยการใช้ขึ้นไป (15 เม็ด) หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่ 1.50 กรัมขึ้นไป ให้ถือว่าผู้นั้นมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

คดีถึงที่สุด เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษา

ตามปกติเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้วคดีมักจะมีการฎีกาได้ แต่ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 18  กำหนดว่า เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแล้วให้เป็นที่สุด เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นให้ฎีกาได้ตามมาตรา 116 และมาตรา 19 เท่านั้น

มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 กำหนดให้ริบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดทั้งสิ้น

ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด หมายความว่า เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับมาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และให้หมายความรวมถึง เงิน หรือทรัพย์สินที่ได้มาโดยการใช้เงิน หรือทรัพย์สินดังกล่าวซึ่งหรือกระทำไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ให้เงิน หรือทรัพย์สินนั้นเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนสภาพกี่ครั้ง และไม่ว่าเงินหรือทรัพย์สินนั้นจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่น โอนไปเป็นของบุคคลอื่น หรือปรากฏตามหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลอื่นก็ตาม

ยกตัวอย่างเช่น นำเงินที่ได้จากการขายยาบ้า ไปซื้อสร้อยคอทองคำ โทรทัศน์ รถยนต์  บ้าน  ที่ดิน ฯลฯ สิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ จะต้องถูกริบทั้งสิ้น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s