หน่วยที่ 5-2 พรรคการเมือง

ความหมายของพรรคการเมือง

     “พรรคการเมือง” หมายความว่า กลุ่มบุคคลที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องกันมารวมตัวกันเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมือง โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญในการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในการใช้อำนาจบริหารและนิติบัญญัติ

พรรคการเมืองมีความสำคัญอย่างไรต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย?

พรรคการเมืองนั้นถือได้ว่ามีบทบาทและความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากว่าพรรคการเมืองคือสถาบันหลักที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงระหว่าง “ภาครัฐ” กับ “ภาคประชาชน” โดยที่พรรคการเมืองจะนำเอาปัญหาหรือความต้องการของประชาชนมาแปลงเป็นนโยบายของพรรค เพื่อนำนโยบายเหล่านั้นไปปฏิบัติเมื่อได้รับเลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหาร

องค์ประกอบของพรรคการเมือง

  • คณะบุคคลซึ่งมีความคิดเห็นหรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องมารวมตัวกัน เพื่อแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองร่วมกัน
  • มีการจดแจ้งจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองถูกต้อง และมีการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง ให้เป็นไปตามนโยบายและข้อบังคับของพรรคการเมือง

มีเป้าหมายที่สำคัญในการสรรหาและคัดเลือกสมาชิกของพรรคลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อเข้าไปทำหน้าที่เป็นผู้แทนของประชาชนในการใช้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติและอำนาจฝ่ายบริหาร

การจดทะเบียนพรรคการเมือง

การจดทะเบียนพรรคการเมืองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550

ผู้จัดตั้งพรรคการเมืองต้องมีคุณสมบัติดังนี้ (มาตรา 8)

  1. มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด หรือมีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
  2. มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์
  3. ไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ

2. ต้องจัดให้มีการประชุมจัดตั้งพรรคการเมืองก่อนยื่นคำขอจัดตั้งพรรคการเมือง ดังนี้

  1. ต้องมีผู้จัดตั้งพรรคการเมืองเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 15 คน (มาตรา 8)
  2. กิจกรรมที่ต้องดำเนินการในที่ประชุมอย่างน้อยต้องประกอบด้วย
  • การกำหนดนโยบายพรรคการเมือง
  • การกำหนดข้อบังคับพรรคการเมือง
  • การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง
  1. คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองประกอบด้วย
  • หัวหน้าพรรคการเมือง
  • รองหัวหน้าพรรคการเมือง
  • เลขาธิการพรรคการเมือง
  • รองเลขาธิการพรรคการเมือง
  • เหรัญญิกพรรคการเมือง
  • นายทะเบียนสมาชิกพรรคการเมือง
  • โฆษกพรรคการเมือง
  • กรรมการบริหารอื่น

ซึ่งเลือกตั้งจากสมาชิกผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 102 (1) (2) (3) (4) (5) (6) (7) (13) และ (14) ของรัฐธรรมนูญ

3.ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ยื่นคำขอจัดตั้งพรรคการเมืองต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง พร้อมเอกสารประกอบ ดังนี้ (มาตรา 12) 

3.1 นโยบายพรรคการเมือง
3.2 ข้อบังคับพรรคการเมือง
3.3 บัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินของพรรคการเมือง
3.4 หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่เป็นที่ทำการพรรคการเมือง ซึ่งต้องอยู่ในราชอาณาจักร
3.5 สำเนารายงานการประชุมตั้งพรรคการเมือง

การยื่นจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองตามวรรคหนึ่งต้องเป็นไปตามแบบที่นายทะเบียนกำหนดซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้
(1) ชื่อและชื่อย่อของพรรคการเมือง
(2) ภาพเครื่องหมายพรรคการเมือง
(3) ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของพรรคการเมือง
(4) ชื่อ อาชีพ ที่อยู่ และลายมือชื่อของผู้จดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง
(5) ชื่อ อาชีพ ที่อยู่ และลายมือชื่อของกรรมการบริหารพรรคการเมือง

4.เมื่อได้รับคำขอจัดตั้งพรรคการเมือง นายทะเบียนพรรคการเมืองต้องพิจารณาตรวจสอบ ในเรื่องดังต่อไปนี้

  • ผู้จดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 และมีจำนวนไม่น้อยกว่า 15 คน
  • ชื่อ ชื่อย่อ และภาพเครื่องหมายพรรคการเมือง นโยบายและข้อบังคับพรรคการเมืองมีลักษณะและความมุ่งหมายที่ไม่ขัดต่อมาตรา 9
  • เอกสารการจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองมีรายการครบถ้วนและถูกต้อง
  • คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 11

ในกรณีที่นายทะเบียนตรวจสอบแล้วเห็นว่าการยื่นจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองถูกต้องและครบถ้วน ให้นายทะเบียนโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง และแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ยื่นจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
ในกรณีที่นายทะเบียนตรวจสอบแล้วเห็นว่ามีรายการใดไม่เป็นไปตามวรรคหนึ่งให้นายทะเบียน
โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง และ
แจ้งเป็นหนังสือพร้อมทั้งเหตุผลให้ผู้ยื่นจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองทราบภายในสามสิบวันนับแต่
วันที่นายทะเบียนได้รับการยื่นจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง

5.การสั่งการของนายทะเบียนพรรคการเมือง

5.1 ในกรณีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่าถูกต้อง และครบถ้วนจะแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมือง ทราบภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอจัดตั้งพรรคการเมือง และประกาศการจัดตั้งพรรคการเมืองในราชกิจจานุเบกษา และให้พรรคการเมืองที่นายทะเบียนรับจดแจ้ง การจัดตั้งแล้วเป็นนิติบุคคล (มาตรา 14 วรรคสอง มาตรา 18 และมาตรา 19)

5.2 ในกรณีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่าคุณสมบัติหรือ จำนวนของผู้จัดตั้งพรรคการเมือง หรือนโยบายพรรค และข้อบังคับพรรค หรือคุณสมบัติของคณะกรรมการบริหารพรรค หรือชื่อพรรคการเมือง หรือภาพเครื่องหมายพรรคการเมือง ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด นายทะเบียน พรรคการเมืองจะสั่งไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง และแจ้งเป็นหนังสือพร้อมทั้ง เหตุผลให้ผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองทราบภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ ได้รับคำขอจัดตั้งพรรคการเมือง (มาตรา 14 วรรคสาม)

5.3 ในกรณีที่นายทะเบียนพรรคการเมือง ได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่า เอกสารการขอจัดตั้งพรรคการเมือง มีรายการไม่ครบถ้วน หรือมีข้อความไม่ชัดเจน หรือบกพร่อง จะแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ขอจัดตั้งทราบภายใน 7 วัน เพื่อดำเนินการแก้ไข หากผู้ขอจัดตั้ง พรรคการเมือง แก้ไขเอกสารให้ถูกต้อง ครบถ้วนภายในกำหนดระยะเวลาก็จะรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง ถ้าผู้ขอจัดตั้ง พรรคการเมืองไม่ดำเนินการแก้ไขหรือแก้ไขแล้วแต่ยังไม่ถูกต้อง นายทะเบียนพรรคการเมืองจะสั่งไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง และแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองทราบภายใน 7 วัน (มาตรา 15)

5.4 ในกรณีที่มีผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองซึ่งมีชื่อพรรคการเมือง หรือภาพเครื่องหมายพรรคการเมือง ซ้ำหรือพ้องหรือมีลักษณะ คล้ายคลึงกัน และยื่นคำขอ จัดตั้งพรรคการเมืองในวันเดียวกัน นายทะเบียนพรรคการเมืองจะสั่งให้ผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมือง ทำความตกลงกันว่าผู้ใด จะเป็นผู้มีสิทธิใช้ชื่อ พรรคการเมืองหรือภาพเครื่องหมายพรรคการเมืองนั้น เมื่อได้ตกลงกันประการใดแล้ว นายทะเบียนพรรคการเมือง จะรับจดแจ้งการจัดตั้ง พรรคการเมืองตามที่ได้ตกลงกัน (มาตรา 16 วรรคหนึ่ง) (1)

5.5 ในกรณีผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องยืนยันไม่ยอมตกลงกันหรือยังตกลงกันไม่ได้ นายทะเบียนพรรคการเมือง จะพิจารณา รับจดแจ้ง การจัดตั้งพรรคการเมือง จากผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองที่เห็นว่า มีสิทธิที่จะใช้ชื่อพรรคการเมือง หรือภาพเครื่องหมาย พรรคการเมืองนั้นดีกว่า โดยพิจารณา ดังนี้ (มาตรา 16 วรรคหนึ่ง) (2)

6.การโต้แย้งคำสั่งไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง

ผู้จัดตั้งพรรคการเมืองซึ่งไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง ไม่รับจดแจ้งการจัดตั้ง พรรคการเมืองของนายทะเบียนพรรคการเมือง มีสิทธิยื่นคำร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับ หนังสือแจ้งคำสั่งไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง (มาตรา 17)

คุณสมบัติของสมาชิกพรรคการเมือง

ผู้ที่มีความประสงค์จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร?

  1. มีสัญชาติไทยโดยการเกิด หรือมีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ซึ่งได้สัญชาติมาแล้วไม่น้อยกว่า 5ปี
  2. มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี บริบูรณ์
  3. ไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ
  • เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
  • อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
  • ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
  • วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
  1. มิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองอื่นอยู่ในขณะเดียวกัน

ในกรณีที่พรรคการเมืองใดแอบอ้างว่าผู้ใดสมัครเป็นสมาชิกพรรคโดยที่ผู้นั้นไม่รู้เห็นหรือไม่สมัครใจ ผู้ที่ถูกแอบอ้างหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้ถูกแอบอ้างอาจแจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และพิจารณาลบชื่อผู้นั้นออกจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้น โดยถือว่าผู้นั้นไม่เคยเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น

ความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองจะสิ้นสุดลงด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ดังต่อไปนี้

  1. ตาย
  2. ลาออก (การลาออกจะสมบรูณ์เมื่อได้ยื่นใบลาออกต่อนายทะเบียนสมาชิกของพรรคการเมืองนั้นๆ)
  3. ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 19 พรป.พรรคการเมือง (เรื่อง คุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง)
  4. พรรคการเมืองมีมติให้ออกตามข้อบังคับพรรคการเมือง เพราะกระทำผิดวินัยหรือจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง หรือมีเหตุร้ายแรงอื่น
  5. พรรคการเมืองที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง เลิก หรือ ยุบไป
  6. เป็นสมาชิกพรรคการเมืองในขณะเดียวกันเกินกว่าหนึ่งพรรคการเมือง

กระทำการอื่นตามที่กำหนดในข้อบังคับพรรคการเมือง

การจัดประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง

การจัดประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองถือได้ว่ามีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง โดยพรรคการเมืองจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้การดำเนินกิจการบางประเภทจะต้องกระทำโดยที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง ดังนี้

  1. การเปลี่ยนแปลงนโยบายและข้อบังคับของพรรคการเมือง
  2. การเลือกตั้งหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค รองเลขาธิการพรรค เหรัญญิกพรรค นายทะเบียนสมาชิกพรรค โฆษหกพรรค และกรรมการบริหารอื่นของพรรค
  3. การเลือกตั้งคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมือง คณะกรรมการนโยบายพรรคการเมือง และคณะกรรมการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยในพรรคการเมือง
  4. รายงานการดำเนินกิจการของพรรคการเมืองที่ได้ดำเนินการในรอบปีที่ผ่านมา
  5. แผนการดำเนินการสำหรับปีต่อไป โดยเฉพาะการหารายได้ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในทางการเมือง และการพัฒนาบุคลากรทางการเมือง
  6. การแต่งตั้งผู้สอบบัญชีและการรับรองงบการเงินประจำปีของพรรคการเมือง
  7. กิจการที่เสนอโดยคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง ประธานสาขาพรรคการเมือง ไม่น้อยกว่า4 สาขา หรือตัวแทนสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 500 คน
  8. กิจการอื่นตามที่กำหนดในประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

กิจการอื่นตามที่กำหนดในข้องบังคับพรรคการเมือง

การยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน

หัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมือง มีหน้าที่ในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ พร้อมสำเนาหลักฐานพิสูจน์ความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินในวันที่เข้ารับตำแหน่ง วันที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือถูกยุบ หรือวันที่พ้นจากตำแหน่ง แล้วแต่กรณีให้ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริงต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เข้ารับตำแหน่ง วันที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ หรือถูกยุบ หรือพ้นจากตำแหน่ง

การบริจาคแก่พรรคการเมือง

เมื่อมีการบริจาคแก่พรรคการเมือง พรรคการเมืองจะต้องดำเนินการ ดังนี้

  1. ให้พรรคการเมืองออกหลักฐาน 
    พรรคการเมืองต้องออกหลักฐานการรับบริจาคให้แก่ผู้บริจาคตามแบบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
  2. จัดทำบันทึการรับริจาค
    พรรคการเมืองจะต้องทำบันทึกการรับริจาคไว้เป็นหลักฐาน และจัดส่งบันทึกการรับบริจาคของพรรคการเมือง พร้อมเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้เข้าบัญชีแสดงรายรับจากการบริจาคของพรรคการเมือง

    “ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลบริจาคให้แก่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเกินกว่า 10 ล้านบาทต่อปี”

ผู้บริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษี
ผู้บริจาคเงินแก่พรรคการเมืองมีสิทธินำจำนวนเงินที่บริจาคไปหักลดหย่อนภาษีได้
– กรณีบุคคลธรรมดา ไม่เกินปีละ 5,000 บาท
– กรณีนิติบุคคล ไม่เกินปีละ 20,000 บาท

การบริจาคแก่พรรคการเมือง ตั้งแต่
– 1,000 บาทขึ้นไป ให้เปิดเผยชื่อผู้บริจาค
– 5,000 บาทขึ้นไป เปิดเผยชื่อผู้บริจาคต่อสาธารณชน
– 20,000 บาทขึ้นไป ต้องบริจาคโดยวิธีการสั่งจ่ายเป็นตั๋วแลกเงินหรือเช็คขีดคร่อม
– 5,000,000 บาทขึ้นไป ต้องได้รับอนุมัติหรือสัตยาบันโดยมติืที่ประชุมผู้ถือหุ้นของนิติบุคคลหรือสมาชิกของนิติบุคคลนั้น

การบริจาคเงินภาษีในแก่พรรคการเมืองผ่านแบบ ภงด. 90,91

หลักเกณฑ์การบริจาค

  1. ผู้บริจาคต้องเป็นบุคคลธรรมดา มัสัญชาติไทย
  2. ผู้บริจาคต้องมีเงินภาษีที่ต้องชำระตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป
  3. กำหนดการยื่นแบบเริ่มในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 31 มี.ค. ของทุกปี
  4. สถานที่ยื่นแบบตามที่กรมสรรพากรกำหนด

ขั้นตอนการบริจาค

  1. ยื่นแสดงความประสงค์ บริจาค หรือไม่บริจาคในช่องที่กำหนดไว้ในแบบ ภ.ง.ด. 90,91
  2. ใส่รหัสพรรคการเมืองที่ประสงค์จะบริจาค
  3. กรมสรรพากรจัดทำรายชื่อพรรคการเมืองที่ได้รับบริจาคเงินภาษีพร้อมจำนวนเงินภาษีที่ได้รับบริจาคส่งให้นายทะเบียนพรรคการเมือง และโอนเงินดังกล่าวให้แก่กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง
  4. กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองโอนเงินให้พรรคการเมืองที่ได้รับบริจาคเงินภาษีตามจำนวนที่ได้รับจากกรมสรรพากร

พรรคการเมืองใด สิ้นสภาพ เลิก ยุบ ก่อนที่กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองจะโอนเงินให้แก่พรรคการเมืองนั้น ให้กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองดำเนินการโอนเงินภาษีที่ได้รับบริจาคให้แก่พรคการเมืองนั้นกลับคืนเป็นรายได้แผ่นดิน

“…กฏหมายกำหนดให้รัฐต้องจัดสรรเงินสนับสนุนสมทบแก่พรรคการเมืองที่ได้รับบริจาคจากแบบ ภ.ง.ด. 90,91 อีกร้อยละ 5 ของจำนวนเงินบริจาคทั้งหมดที่ได้รับจากการแสดงเจตนารวมกัน…”

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s