คลังเก็บหมวดหมู่: Social Media

เครือข่ายสังคม

การนำ Social Media มาใช้ในการจัดการเรียนรู้

ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตได้ง่าย ประกอบกับจำนวนผู้ใช้งานที่มีเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ทุกคนมีอิสระที่จะเข้าไปแบ่งปันความรู้ และเลือกเครื่องมือที่ดีที่สุด เพื่อนำไปเผยแพร่ความรู้ที่ตัวเองต้องการสื่อสาร และเสนอความคิดใหม่ๆ ได้โดยไม่ถูกปิดกั้น นับเป็น ยุค 2.0 ที่ครูต้องตระหนักกับการเปลี่ยนถ่ายของข้อมูล(Content) จากข้อมูลที่คงที่ (Static Content) เข้าสู่ยุคของข้อมูลที่มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา (Dynamic Content) แนวคิดการนำ Social Media มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนนับเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำลังให้การส่งเสริม และสนับสนุนให้เกิดเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เพราะปัจจุบัน Social Media ได้ กลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างสื่อให้เกิดเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันในโลกออนไลน์ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถใช้เป็นช่องทางในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างง่ายและสะดวกรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์แต่อย่างใด
ดังนั้นการนำเทคโนโลยี Social Media มาใช้เป็นเครื่องมือสื่อและแหล่งเรียนรู้เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอน เป็นการผลักดันให้ครูก้าวทันโลกยุคปัจจุบัน และสามารถเข้าถึงเยาวชนยุคใหม่ได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะทำให้เกิดระบบ “ชุมชนแห่งการเรียนรู้” บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

อะไรคือ Social Media
คุณครูรู้จัก Social Media หรือไม่??? จริงๆ แล้วทุกคนน่าจะรู้จัก และใช้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าอาจจะยังไม่เคยรู้ว่ามันเรียกว่า Social Media หรือแม้ลองถามนักเรียนว่ารู้จักหรือเปล่า นักเรียนก็คงบอกว่าไม่รู้จัก แต่ถ้าถามว่ารู้จักเว็บไซต์เหล่านี้หรือไม่ เช่น Hi5, Facebook, Twitter, YouTube ร้อยทั้งร้อยคงบอกว่ารู้จัก แถมบางคนอาจจะบอกว่ามี และเล่นแทบทุกวัน สิ่งเหล่านี้แหละครับคือ Social Media ซึ่งบางครั้งเรามองว่า มันเหมือนไม่มีประโยชน์ นักเรียนหรือครูเล่นก็เหมือนเสพติด เสียเวลาเรียน เวลาทำงาน แต่ของทุกอย่างมีทั้งด้านดี และไม่ดี ถ้าเรามองเห็น และนำด้านดีนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็น่าจะเป็นเรืองดีที่ของที่เหมือนเล่นๆ ไม่เป็นประโยชน์จะช่วยให้นักเรียนของเราเกิดการเรียนรู้ได้ แม้ไม่ได้อยู่ในห้องเรียน ยังไม่มีศัพท์บัญญัติทีใช้ แทนคำว่า Social Media ในภาษา ไทย แต่มีการแปลอย่างตรงไปตรงมาว่า “สื่อสังคม” เป็นคำที่ใช้ในปัจจุบัน แต่ส่วนใหญ่ยังคงใช้ทับศัพท์ Social Media เป็นส่วนใหญ่

สื่อสังคม หรือ Social Media
เป็นสื่อที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการทางสังคม เน้นการโต้ตอบและมีปฏิสัมพันธ์ ระหว่างกันและกัน โดยอาศัยระบบอินเทอร์เน็ตในการเข้าถึง ซึ่งปัจจุบันมีใช้มากขึ้น คือเด็กๆ ของพวกเรา เอง ดังนั้นเราน่าจะให้เด็กของเราเข้าใช้ให้เกิดประโยชน์ หาหนทางทำให้สื่อสังคมนี้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ ของนักเรียน ซึ่งครูผู้สอนอย่างเราๆ ต้องเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดการใช้ประโยชน์จากสื่อสังคม นอกจากนี้สื่อสังคมยังเป็นเครื่องมือที่ทำให้บุคคลทุกคนสามารถมีปากเสียงได้บนโลกออนไลน์

Social Media มีเครื่องมืออะไรบ้าง
ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น เครื่องมือของสื่อสังคม (Social Media Tools) มีหลายชนิด ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ ซึ่งเครื่องมือส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องมือที่ใช้แบ่งปัน (Share) องค์ความรู้ ความคิดเห็น โดยที่เราไม่จำเป็นต้องสร้างสื่อขึ้นมาใหม่ เพราะมันมีอยู่ในบนโลกออนไลน์ เพียงแค่เรานำสิ่งที่มีอยู่แล้วนี้มาใช้ เมื่อเราค้นข้อมูลไปเรื่อยๆ ณ จุดหนึ่งจะพบว่า เรื่องบางเรืองไม่มีใครรู้ดีกว่าเราอีกแล้ว นั่นแหละถึงเวลาที่ต้อง Share ข้อมูลนั่นเสีย

มีเครื่องมืออะไรบ้างที่ ใช้ Share ข้อมูลได้…
สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (สทร.) เป็นหน่วยงานสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้จัดการอบรมครูเพื่อเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนการนำ Social Media มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ตามโครงการนำร่องการพัฒนาศักยภาพบุคลากร และส่งเสริมการใช้ Social Media ในการจัดการ เรียนรู้ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม – 2 เมษายน 2553 โดยมีครูเข้าร่วมอบรมจำนวน 200 คน จากทั่วประเทศ ซึ่ง สทร. ได้เสนอเครื่องมือของสื่อสังคมเพื่อนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ ดังนี้
– WordPress.com เป็นเว็บล็อก หรือบล็อก สร้างเป็นบล็อกกลางสำหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเป็นสื่อกลางในการแจ้งข่าวสาร
– Facebook.com ทำหน้าที่เป็นกระดานข่าว คล้ายๆ กับ hi5 ครูและนักเรียนสามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ที่นี่เช่นกัน
– Twitter.com ใช้ในการสื่อสารข้อความสันๆ ไม่เกิน 140 ตัวอักษร ทำหน้าที่คล้าย SMS สามารถ โต้ตอบกันได้อย่างรวดเร็ว
– Slideshare.net ใช้ในการแบ่งบันสไลด์ ในกรณีทีคุณครูสร้างสไลด์เป็นสื่อในการจัดการเรียนการสอนสามารถนำไปฝากไว้ แล้วให้นักเรียนไปดาวน์โหลดมาชมหลังจากเรียนเสร็จแล้วก็ได้
– Flickr.com ใช้ ในการแบ่งปันไฟล์ภาพ
– Scribd.com ใช้ในการแบ่งปันไฟล์เอกสาร เช่น ใบความรู้ ใบงาน แบบฝึก
– youtube.com ใช้ ในการแบ่งปันไฟล์วีดีทัศน์ คุณครูสามารถเลือกใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้ตามความเหมาะสม

จะนำ Social Media ไปใช้อย่างไร
ด้วยเครื่องมือที่หลากหลายในการใช้งาน คุณครูสามารถนำเครื่องมือเหล่านี้ไปใช้ได้ตามความเหมาะสม โดยไม่มีรูปแบบในการจัดกิจกรรมที่ตายตัว เลือกใช้ทุกเครื่องมือ หรือบางเครื่องมือก็ได้ในการจัดการเรียนรู้ อาจเข้าไปดูในเว็บไซต์กลางของ Social Media

ที่ สทร. สร้างไว้ที่ http://smeducation.wordpress.com/
ที่นี่จะเป็นที่รวบผลงานของครูแกนนำที่สร้างไว้ นอกจากนี้อาจจะเข้าไปชมผลงานของโรงเรียนดรุณสิกขาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในการใช้ Social Media ในการยกระดับการเรียน สทร. ไม่ได้กำหนดรูปแบบในการนำ Social Media ไปใช้ ให้ครูเป็นผู้ลองด้วยตนเอง ดังนั้นผู้เขียนเสนอแนวคิดในการนำ Social Media ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนี้
1. ใช้ในฐานะแหล่งเรียนรู้ โดยครูอาจจะต้องเป็นนักสำรวจเลือกสื่อที่เหมาะสม และเป็นประโยชน์กับการเรียนรู้ของนักเรียน แล้วนำไปรวบรวมไว้ที่บล็อกกลางของครู และประชาสัมพันธ์ให้นักเรียนทราบที่ FaceBook ก็ได้ จากนั้นให้นักเรียนเข้าศึกษาด้วยตนเอง
2. ใช้ในฐานะสื่อการสอน โดยครูเลือกสื่อที่สามารถนำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ และออกแบบการสอนโดยอาศัยสื่อเหล่านั้นประกอบ ตามความเหมาะสมของธรรมชาติวิชา
3. ใช้ในการสื่อสารกับนักเรียน อาจใช้เป็นช่องทางในการรับทราบปัญหาของนักเรียน เมื่อนักเรียนมีปัญหาอาจจะมาทิ้งข้อความไว้ ครูก็เข้าไปตอบปัญหาเหล่านั้นได้
4. ใช้เป็นช่องทางในการมอบหมายงานและส่งงาน
5. ใช้เป็นแหล่งพักสมองโดยได้ความรู้ เกมบางชนิดสร้างปัญญา แต่ต้องเลือกให้ดี

การเรียนการสอนยุคดิจิตอล

ในอดีตการเรียนการสอนจะยึดผู้สอนเป็นศูนย์กลาง โดยมีครูเป็นผู้บรรยายเนื้อหาบทเรียน และผู้เรียนมีหน้าที่เรียนรู้ตามที่ครูบอก จะไม่เน้นที่กระบวนการคิดให้เกิดกับผู้เรียน จึงทำให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ไม่เป็น ยุคต่อมาระบบการศึกษาเปลี่ยนไปเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ(Child center) โดยที่ครูมีบทบาทและนำแนวทางการเรียนในบทเรียน แต่วิธีนี้ก็ยังมีข้อบกพร่องที่ครูผู้สอน มักจะตีความหมายของการเรียนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญผิดๆ โดยให้ผู้เรียนหาวิธีการเรียนเอง ซึ่งผู้เรียนไม่ได้ถูกฝึกมาให้เกิดกระบวนการคิดตั้งแต่แรก ไม่สามารถเรียนรู้โดยวิธีนี้ได้ ดังนั้นถ้าครูไม่เป็นผู้แนะนำให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียน หรือชี้แนะแนวทางเลย ผู้เรียนก็จะไม่เกิดกระบวนการเรียนรู้ใดๆ ทั้งสิ้น

ปัจจุบันนี้วงการการศึกษามีจุดมุ่งหมายเน้นให้ผู้เรียนศึกษาหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่มี และมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต และทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน เทคโนโลยีจึงมีบทบาทที่สำคัญในการตอบสนองการเรียนรู้ของผู้เรียน หรืออีกนัยหนึ่งคือต้องการให้โรงเรียนทุกโรงจัดการศึกษาโดยนำเทคโนโลยีมาใช้กับการเรียนการสอนในทุกกลุ่มสาระ เรียกได้ว่าเป็นการบูรณาการวิชากับสื่อเลยก็ว่าได้ การศึกษาในยุคนี้จึงหนีไม่พ้นกับคำเปรียบที่ว่า “การศึกษายุคดิจิตอล”

นับตั้งแต่มีเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้ามา ดูเหมือนว่าวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลกจะถูกโยงให้ข้องเกี่ยวกับมันอย่าง เลี่ยงไม่ได้ เพราะนอกจากมันจะเป็นศูนย์รวมของข้อมูลข่าวสารที่ไม่มีขอบเขตจำกัดแล้ว อินเทอร์เน็ตยังเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้คนที่มี ประสิทธิภาพไม่น้อย จึงไม่แปลกที่ทุกวันนี้ อินเทอร์เน็ตจะกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว

 

จากผลการสำรวจความนิยมในการใช้งานเว็บไซต์ประเภท Social Network ของประเทศไทยปี 2553  10 อันดับ พบว่า

อันดับ 1                   Facebook

อันดับ 2                   Youtube

อันดับ 3                   Hi5

อันดับ 4                   Blogger

อันดับ 5                   Wikipedia

อันดับ 6                   4Shared

อันดับ 7                   MediaFire

อันดับ 8                   Exteen

อันดับ 9                   Skype

อันดับ 10        Multiply

 

 

 

 

จะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันนี้ Social Network หรือสังคมเครือข่ายออนไลน์ มีผู้นิยมใช้อย่างแพร่หลาย ไม่เฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น แต่ยังแพร่กระจายไปยังกลุ่มธุรกิจ กลุ่มนักเรียนนักศึกษา โดยในส่วนธุรกิจจะใช้ Social Network ในการประชาสัมพันธ์โฆษณาสินค้า ซึ่งสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้โดยตรง เพราะลูกค้าก็คือผู้ใช้งานผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั่นเอง

ส่วนกลุ่มวัยรุ่น กลุ่มนักเรียนนักศึกษา จะใช้ Social Network ในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน โดยความต้องการแล้ว คนกลุ่มนี้ต้องการความเป็นอิสระและความเป็นส่วนตัว นอกจากจะเป็นผู้ใช้แล้ว ยังสามารถเป็นผู้สร้างหรือดัดแปลงเทคโนโลยีได้ และเป็นการเปิดโอกาสทางความคิดของตนเอง และเผยแพร่ไปยังบุคคลอื่นได้ ซึ่ง Social Network สามารถตอบสนองความต้องการตรงนี้ได้ จึงมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ความรู้ หรือเรื่องที่สนใจผ่านทาง Facebook, Skype หรือเกมส์ออนไลน์ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถตอบสนองความต้องการได้เช่นกัน

ส่วนกลุ่มคนวัยทำงาน นักวิชาการ หรือองค์กรภาครัฐและเอกชน หรือแม้แต่ระบบราชการ เป็นกลุ่มที่นิยมใช้ Social Network ในการสืบค้นข้อมูลข่าวสาร และติดต่อสื่อสารมากกว่าการเข้าไปในรูปแบบอื่นๆ

 

การประยุกต์ใช้ Social Network กับการจัดการเรียนการสอน

การตอบโจทย์การศึกษาในยุคดิจิตอล จึงต้องตอบสนองที่ความต้องการของผู้เรียน ต้องสร้างแหล่งเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต แต่การจัดตั้งแหล่งเรียนรู้จำเป็นต้องใช้งบประมาณมาก แต่ถ้าครูสามารถสร้างแหล่งเรียนรู้สำหรับให้ผู้เรียนศึกษาได้เองตลอดเวลาและประหยัดเงิน โดยการสร้างแหล่งเรียนรู้หรือบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ให้ผู้เรียนสามารถเข้ามาสืบค้น เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง จึงเป็นทางออกที่ดีสำหรับการจัดการเรียนการสอน การสร้างบทเรียนหรือเนื้อหาวิชาเรียน เป็นวิธีที่ทำได้ไม่ยาก เพียงแต่ครูผู้สอนและนักเรียนมีการใช้อินเทอร์เน็ตเท่านั้น โดยครูจะเป็นผู้ควบคุมดูแลระบบ สร้างบทเรียนเนื้อหาลงไปในเครือข่าย เช่น Facebook, Youtube แล้วให้ผู้เรียนเข้าไปเรียนตามเนื้อหาที่ครูเป็นผู้กำหนดไว้ นอกจากนี้ครูยังสามารถเช็คเวลาเรียนจากการเข้าใช้ระบบของนักเรียนได้ นอกจากผู้เรียนจะเข้ามาเรียนอย่างเดียวแล้ว เมื่อเกิดคำถามก็สามารถแสดงความคิดเห็นหรือตั้งคำถามไว้ให้ครูมาตอบได้ทันที ทำให้การเรียนการสอนมีความน่าสนใจและเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

บทสรุป

Social Network เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เข้าถึงคนได้ทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย และทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็นวงการธุรกิจ สื่อสารมวลชน องค์กรภาครัฐและเอกชน หรือแม้แต่วงการศึกษาเองก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนการสอน การเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ หรือแม้แต่การสร้างปฏิสัมพันธ์ของครูกับนักเรียน การใช้ Social Network กับการจัดการเรียนการสอนในยุกดิจิตอล นับว่าเป็นเรื่องใหม่ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ เป็นการเปิดโอกาสทางการเรียนรู้ของนักเรียน จึงเป็นวิธีการที่ครูและวงการศึกษาควรนำไปประยุกต์ใช้กับการสอนของตนเอง เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ และทันต่อยุคโลกาภิวัฒน์ต่อไป/

เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต

download_1245740684นับตั้งแต่มีเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้ามา ดูเหมือนว่าวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลกจะถูกโยงให้ข้องเกี่ยวกับมันอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะนอกจากมันจะเป็นศูนย์รวมของข้อมูลข่าวสารที่ไม่มีขอบเขตจำกัดแล้ว อินเทอร์เน็ตยังเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้คนที่มี ประสิทธิภาพไม่น้อย จึงไม่แปลกที่ทุกวันนี้ อินเทอร์เน็ตจะกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว
          ล่าสุดมีงานวิจัยที่ตอกย้ำความจริงเกี่ยวกับอิทธิพลของอินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำวันของคนทั่วโลกออกมาอีกชิ้น พร้อมทั้งมีการนำเสนอสถิติการใช้อินเทอร์เน็ตน่าสนใจไม่น้อย

สำหรับงานวิจัยชิ้นนี้ มาจากการร่วมมือของสถาบันวิจัยและศูนย์ข้อมูลการใช้อินเทอร์เน็ตในสหรัฐ ได้แก่ PewInternet, Tnsdigitallife, Neilsen และ Comscoredatamine ซึ่ง ได้เก็บข้อมูลความถี่และรูปแบบการใช้อินเทอร์เน็ตของคนทั่วโลก ว่ามีการใช้อินเทอร์เน็ตบ่อยเพียงใด และมักจะทำกิจกรรมออนไลน์ใดบนอินเทอร์เน็ตบ้าง ซึ่งผลการสำรวจปรากฎออกมาเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้

– ปัจจุบันมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 2,095,006,005 คนทั่วโลก ซึ่งคิดเป็น 30% ของจำนวนประชากรโลกทั้งหมด

– ผู้คนทั่วโลกใช้เวลาไปกับอินเทอร์เน็ตเฉลี่ยคนละ 16 ชั่วโมงต่อเดือน ขณะที่คนอเมริกัน ใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตมากถึง 32 ชั่วโมงต่อเดือน
          – ทวีปที่ผู้คนใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลก คือ อเมริกาเหนือ ส่วนประเทศที่มีผู้คนใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลก คือ อังกฤษ (85% ของคนในประเทศ)

– กิจกรรมบนอินเทอร์เน็ตที่ผู้คนทั่วโลกใช้เวลากับมันนานที่สุด ได้แก่ โซเชียลเน็ตเวิร์ค (22%) รองลงมาคือการค้นหาข้อมูล และการอ่านข่าว หรือบทความออนไลน์ ส่วนกิจกรรมยอดนิยมบนอินเทอร์เน็ต คือ การอ่าน-เขียนอีเมล และการค้นหาข้อมูล

– เว็บไซต์ที่คนทั่วโลกเยี่ยมชมกันมากที่สุด คือ กูเกิ้ล มีผู้คนเข้าใช้ทั่วโลกรวม 153,441,000 ครั้งต่อเดือน รองลงมาคือ เฟซบุ๊ก มีผู้คนเข้าใช้ทั่วโลกรวม 137,644,000 คนต่อเดือน
          – ผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คมากกว่า 56% ทั่วโลก ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คในการจับตาดูความเคลื่อนไหวของคู่รัก
           – ชาวบราซิลครองตำแหน่งผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คที่มีจำนวนเพื่อนมากที่สุด คือ เฉลี่ยคนละ 481 คน ขณะที่ชาวญี่ปุ่นนั้นจะมีจำนวนเพื่อนออนไลน์น้อยที่สุดที่คนละ 29 คนเท่านั้น
           – ผู้ใช้ทวิตเตอร์ทั่วโลกทวีตข้อความรวมแล้ว 250 ล้านทวีตต่อวัน ขณะที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กอัพเดทสถานะของตัวเองรวมแล้ว 800 ล้านโพสต์
           – วิดีโอต่าง ๆ ในยูทูบมีจำนวนคนดูทั่วโลกรวม 4,000 ล้านครั้งต่อวัน
          นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยแนวโน้มการเติบโตของบริการทางอินเทอร์เน็ตอีกด้วยว่า บริการออนไลน์ที่เติบโตมากที่สุด คือ บริการบอกตำแหน่ง (Location Based Services) ตามมาด้วยบริการดูทีวีออนไลน์ที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในบ้านเราทุกวันนี้นั่นเอง